Profil de wiwatfilmsickPhotosBlogListesPlus ![]() | Aide |
|
3 mars จินตนการนกเช้า
นั่นคือครั้งแรกที่ข้าพเจ้าพบเห็นนกเช้า มันคงเป็นนกสักชนิดซึ่งเกาะเงียบบนกิ่งไม้ ระหว่างทางการเดินของข้าพเจ้า เงียบเชียบและเป็นหนึ่งเดียวกับต้นไม้ที่มันเกาะอยู่ ข้าพเจ้าไม่ได้มองหา เพียงเงยหน้าขึ้นเราก็สบตากัน นั่นคือครั้งแรกที่ข้าพเจ้าพบเห็นนกเช้า
ข้าพดจ้าจินตนาการถึงการโบกบินของมัน จากขอบฟ้าถึงขอบฟ้า ซึ่งน่าขันยิ่ง เพราะขอบฟ้าหามีไม่
ข้าพเจ้าทอดทางไปซื้ออาหารเช้าแล้วเดินกลับคืนที่เก่า นกเช้าโบยบิน หาได้ฝันถึงฟ้ากว้าง มากกว่าหนอนไหน่ในทุ่งหญ้าเล็กแคบไม่
28 février ความฝันของลิงแดง บทที่ 1 หนังสือขั้วโลกเหนือความฝันของลิงแดง บทที่ 1 หนังสือขั้วโลกเหนือ
บางครั้งสถานที่นี้เหมือนขั้วโลกเหนือ
ร้านนี้ทั้งแข็งเกร็งและหนาวเย็นเกินไป มันเป็นมาเช่นนี้เสมอตลอดเวลาสองที่ปียิ้มประจำการเป็นพนักงานของร้านหนังสือนี้ องค์กรที่ทั้งแข็งเกร็งและหนาวเหน็บ สิ่งเดียวที่พอช่วยบรรเทาความยะเยือกนี้มีเพียงบรรดาหนังสือจำนวนมากในร้าน หนังสือปกแข็ง หนังสือปกอ่อน หนังสือที่สันคมจนบาดมือ หนังสือที่พิมพ์ด้วยกระดาษนุ่มตัดขอบมน หนังสือที่พิมพ์สี่สีอาบมันส่งกลิ่นสารเคมีอวลประหลาด หนังสือซอมซ่อพิมพ์ง่ายด้วยกระดาษสีขาวเกรดถูกจนเกือบสะท้อนมากกว่าดูดซับแสง หนังสือที่อ้วนเหมือนลุงแก่ๆลงพุง หนังสือที่ผอมเปหมือนป้าแก่ๆขาดอาหาร หนังสือที่ชำรุดเหมือนคนป่วย หนังสือที่เย่อยิ่งอยู่หลังเคลือบพลาสกติกแน่นหนาซึ่งต้องเรียกเธอไปแกะออกเวลาลูกค้าต้องการดู หนังสือภาษาไทย หนังสือภาษาอังกฤา หนังสือภาษเยอรมัน หนังสือภาษษญี่ปุ่น หนังสือที่ถูกส่งมาจากที่ต่างๆกัน หนังสือที่วางเรียงอย่างเป็นระเบียบตามรูปแบบการเขียน บางมันช่วยให้จิตใจของเธอผ่อนคลายลง โดยเฉพาะบรรดาหนังสือภาษอังกฤษ การที่เธออ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้คล่องแคล่ว ผลักให้เธอแปลกแยกจากเพื่อนร่วมงานถูกเหวี่ยงไปกองรวมกับหนังสือภาษาอังกฤษพวกนั้นซึ่งไม่อาจตอบโต้อันใดได้ กล่าวอย่างง่าย ยอ้มเงียบใบ้เหมือนหนังสือที่ไม่มีใครอ่านออก
ช่วงพักกลางวัน ยิมเลือกทานอาหารที่ศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้ามากกว่ากินกับเพื่อนๆที่คาเฟเทอเรียของพนักงาน ที่นั่นเธอสบายใจในฐานะคนแปลกหน้า หนังสือที่เธอพกพามาทำหน้าที่แทนแว่นกันแดด หรือวิกผมสำหรับการปลอมตัวให้เธอกลายเป็นส่วนหนึ่งของพวกคนมีเงิน แต่โดอยมาเธอมักเลือกนั่งชิดหน้าต่าง เหม่อมองไปข้างนอก ทานมื้อเที่ยงเหมือนแมวดม หน้าต่างบานโปรดของเธอ จะเป็นตำแหน่งเดียวกับหน้าต่างจากร้านหนังสือ ที่นั่นมองลงไปจะเห็นสวนสาธารณะ และขบวนรถไฟฟ้าที่วิ่งผ่านเข้าออก จริงๆเธอออาจนั่งจ้องสวนสาธราณะได้เป็นวันๆ หากเธอนั่งที่ศูนย์อาหารนานไม่ได้ ที่นั่น อย่างไรเสียเธอก็รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่เข้าพวก อาหารมีราคาแพงและเธอเลือกสั่งชนิดที่ถูกที่สุดเสมอ เธอในชุดพนักงานร้านหนังสือ ประดักประเดิดและไม่เข้ากลุ่ม
บางทีเธอหยุดยืนมองที่หน้าต่างจากร้านหนังสือ ตรงนั้นมีแสงแดดลอดผ่าน มันเป็นจุดที่หนาวน้อยที่สุดในร้านหนังสือแห่งนี้ เธอมักแสร้งเดินไปเชคหนังสือเด็กที่ชั้นข้างๆ ยื่นมือเย็นเฉียบไปผิงแดด เธอผอมบางตัวเล็ก ผมยาวตรงลีบๆของเธอถูกรวบไว้ด้านหลัง ดูเรียบร้อยแม้จะผอมเก้งก้างอยู่สักหน่อย เวลาอยู่กับบ้านเธอจะปล่อยผม เธอชอบเวลาผมของเธอปลิวอยู่ในสายลม
เธอรู้สึกผิดประหลาดเสมอในทุกสถานที่กระทั่งที่บ้านของเธอเอง ภาพประจำวันคือ พ่อกับแม่นั่งอยู่บนโซฟา เหลือบมองเธอด้วยหางตา กล่าวทักทายกันแกนๆเธอกินข้าวมาจากนอกบ้าน ขอตัวกลับขึ้นห้อง พ่อแม่หันมาสนใจรายการทีวี ครอบครัวแสนสุข พ่อแม่หัวเราะตามมุกตลกของตัวตลกตามพระในละคร เธอหยุดยืนมองจากบันได ไม่รู้สึกขำแต่รู้สึกเหมือนอยู่นอกโลก ขั้นบันไดทอดสู่ความมืด เห็นแต่เพียงขาของเธอสะท้อนแสงจากห้องด้านล่างและทีวี เสียงทีวีดังขึ้นกลบเสียงความคิดของเธอ ห้องของเธอจะว่าไปมันคล้ายที่ทำงานของเธออย่างยิ่งเพราะมันเต็มไปด้วยชั้นหนังสือที่เธอได้มาจากหลายสถานที่ ประดักประเดิดไม่เข้าชุดกัน มีประโยชน์ใช้สอยแต่อัปลักษณ์ หนำซ้ำไม่ว่าจะหาชั้นหนังสือมามากมายเท่าไหร่มันก็ไม่เคยพอ หนังสือทั้งหลายพากันเอ่อท้นล้นไหลราวกับมันล่องลอยอยู่ในกระแสน้ำตัวอักษร ชั้นหนึ่งเต็มแน่นจนไม้พาดกลางนั้นโค้งแอ่น อีกชั้นซ้อนกนังสือทับสองแถว บางส่วนกองอยู่กับพื้น หนังสือในห้องของเธอส่งเสียงจอแจอย่างเงียบเชียบ บางครั้งเธอคิดว่าการที่เธอเสียเงินซื้อหนังสือจากร้านของเธอเองทำเป้นการช่วยชีวิตหนังสือพวกนั้นจากห้องดับจิตที่มีราคาแพง เธอไม่ได้เปิดไฟ เปิดเพียงโคมไฟเล็กๆหัวเตียง ถอดเสื้อผ้าออกเชื่องช้า นั่งลงบนขอบเตียงทั้งชุดชั้นในเชยๆ ตลอดเวลาเสียงทีวีจากชั้นล่างยังคงดังวนเวียน มันเสียดแทรกระกว่างเสียงพูดของ นอม ชอมสกี้ ที่อาจำกลังอรรถาธิบายอยู่กับสตีเฟ่น ฮอว์คกิ้ง แทรกในเสียงกรีดร้องของตัวละครผู้ตกเป็นเยื่อไอ้โรคจิตในหนังสือของสตีเฟ่นคิง มันดังกว่าเสียงเพลงของบอบ ดีแลนในหนังสือของ มุราคามิ เธอได้ยินเสียงหัวเราะแห้งๆของพ่อกับแม่ แต่เธอรู้สึกหดหู่ อยากร้องให้
ที่บ้านไม่รู้อะไรเรื่องคนรักของเธอ บางคืนเธอไปค้างที่อพาร์ทเมนท์ของเขา แสร้งโทรศัพท์บอกที่บ้านว่าจะไปค้างบ้านเพื่อน ได้ยินเสียงทีวีดังลอดมาในโทรศัพท์ แม่พยายามถามว่าบ้านเพื่อนอยู่ที่ไหน แล้วจะไปยังไง เธอตอบเลี่ยงๆแล้วรีบวางหู บอกแม่ว่าจะโทรกลับ เธอโทรหาเขา แต่เขาไม่รับสาย ตอนพักเที่ยงเธอโทรหาเขาอีก คราวนี้เขารับแล้วบอกเธอว่าเขาอยู่ต่างจังหวัด ลำปางถ้าเธอได้ยินไม่ผิด ไม่รู้จะไปทำไมที่ลำปาง แต่ในคืนนั้นพอเธอกลับเข้าบ้าน แม่เธอก็ไม่ได้ถามอะไร เหมือนลืมไปแล้วว่าเธอจะไปบ้านเพื่อน เธอเลี่ยงขอตัวไปนอน
ห้องของเขาสวยงามและเงียบสงบ ชั้นหนังสือของเขาสวยกว่าของเธอ เข้าชุดและเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้มันจะให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ที่ร้านอยู่บ้าง แต่เธอก็แอบอิจฉษเขาไม่ได้ หนังสือเรียงสวยงามตามขนาดของมัน หากไม่ได้จัดหมวดหมู่ เขาชอบหนังสือสวยๆแบบที่มีภาพเยอะๆ เธอนอนเปลือยบนเตียง เขานอนหลับคว่ำหน้าเธอจ้องหนังสือรู้สึกว่ากำลังจ้องมองเครื่องประดับบ้านมากกว่าชั้นหนังสือ เขาพลิกตัวหันมาจูบเธอถามเธอว่าวันนี้จะกลับบ้านหรือเปล่า เขาอยากให้เธออยู่ แต่หมายถึงเฉพาะคืนนี้เธอถามว่าอยู่เลยดีไหม เขาไม่ตอบแต่พลิกตัวกลับไป เขาบอกว่าไว้ให้เขามีห้องใหญ่กว่านี้อีกหน่อย เขาบอกว่าเธอใสก่างเกงยีนแบบนี้แล้วดูไม่ดีเลย วันหลังจะซื้อกางเกงใหม่ให้
วันนั้เธอเบื่อทุกสิ่งทุกอย่าง เบื่อจนหนังสือที่เพิ่งมาใหม่ก็ช่วยเรียกคืนความตื่นเต้นไม่ได้ เธอไม่หลงเหลือความหิวในช่วงพักเที่ยงราวกับใครควักเอากระเพาะอาหารออกไป เมื่อถึงเวลาพักเธอลงลิฟท์ไปที่ชั้นล่าง กลางแดดระอุของฤดูร้อน เธอพาตัวเองมาอยู่ในสวนสาธารณะเล็กจ้อยนั้นกับพวกเด็กๆกลุ่มหนึ่ง เด็กฟันหลอไม่ยอมให้เธอแอบดูรปที่กำลังขมักเม้นวาด เอากระดาษและท่อนแขนบังจนมิด เธอทอดตามองโลกอีกใบหนึ่งซึ่งวางอย่เรียงเคียงกันแต่ไม่มีสิ่งใดเหมือนกันเลย ตอนนั้นเองเธอมองเห็นจุ๋ม ในกรีดปีกของแมลงกลางคืนความเศร้าส่งเสียง ในกรีดปีกของแมลงกลางคืน ข้าดื่มกินความเงียบด้วยเสียงอันดัง
กลางคืนชราเดินทางมาเพื่อที่จะตายลงตอนค่อนรุ่ง ข้าเฝ้าฝันถึงการตื่นอยู่เสมอแม้ในยามหลับไหล
โลกแห่งทวิลักษณ์รัดบ่วงบาศคาดเท้าข้า จมลงในกองของตัวอักษรบางเบา มันฟุ้งกระจายกลายเป็นบทกวี สวยงามดีแต่ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง
ความเศร้าส่งเสียง อยู่ในกรีดปีกของแมลงกลางคืน ข้าถอนหายใจ ระหว่างการหลับไหลอันดิ่งลึกและยาวนาน
ฝันถึงกลางคืนเมื่อครั้งยังเยาว์และรุ่งเช้าที่ยังไม่ได้เกิดมา 24 février เธอบอกว่าฉันไม่มีทางเขียนเรื่องรักได้อีกแล้วเธอบอกว่าฉันไม่มีทางเขียนเรื่องรักได้อีกแล้ว ในขณะนั้นคือทะเลยามพลบ เราจ้องมองพระอาทิตย์ดวงสีส้มซึ่งกำลังเคลื่อนคล้อยลงสู่ทะเล ฟ้าวันนั้นประหลาดล้ำชวนเศร้าสร้อย แต่เราไม่ได้โศกเศร้า เพียงแต่สงสัยว่าแสงสีส้มนั้นถูกซึมซับโดยอวลเมฆฝนจนสาบสูญหมดสิ้น ทะเลปรากฏรูปเป็นสีเขียวเข้ม และเธอกล่าวว่าฉันไม่อาจเขียนเรื่องรักได้อีกต่อไป
เรานั่งกุมมือกันเงียบเชียบ สนธยากาล ณ.ขณะนั้นงดงามจนสูบเอาถ้อยคำออกจากเราไปจนหมดสิ้น เธอหรอฉันใครสักคนพยายามพูดอะไรขบขันออกมา มันช่างฝืดเฝือ เพราะเมื่ออยู่ต่อหน้าความงามอันลึกลับเราเป็นเพียงลมหายใจอันยิบย่อย ตอนนั้นเองที่เธอกล่าวแก่ฉันว่าฉันไม่อาจเขียนเรื่องรักได้อีกต่อไป
เรานึกสงสัยว่าโลกจะเป็นอย่างไรถ้าพรุ่งนี้พระอาทิตย์ไม่ขึ้นมาอีกเลย โลกคงมืดและหนาว ฉันคิดถึงแสงวอมแวมของไฟฉายที่กวาดไปยังพื้นทราย เราสองคนอาจต้องมาที่นี่ในชุดเสื้อคลุมหนาหนัก ไม่รู้เหมือนกันว่ามาดูอะไร เธอเอื้อมมือมากุมมือฉันตอนที่ฉันกำลังแกว่งแขวน คิดเศร้าสร้อยว่าฉันปฏิเสธที่จะจับมือเธอ พระอาทิตย์คล้อยดวงกบหลังหมู่เมฆแล้วค่อยๆโผล่บางเสี้ยวส่วนอกมา เหมือนเด็กสาวขี้อายแอบมองเราหลังม่านสีเทา รัศมีของเธอเปล่งประกาย ฉันไม่ได้ตั้งใจจะปัดมืออกฉันแค่แกว่งแขน ฉันแกว่งแขนไปโดนมือของเธอฉันรู้สึกว่าถ้าเราเดินไปเรื่อยโดยแกว่งมือมาแตะ กันอย่าไม่ตั้งใจมันคงอุ่นดี เราเดินไปตามชายหาด หลังมือของเราแตะกัน พระอาทิตย์ลับขอบฟ้า เรากำลังเดินกลับไปที่รถ กำลังจะกลับบ้าน
พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เรารอจนขอบสีส้มบนสุดของมันเลือนหายไป จู่ๆฉันก็บอกเธอว่า พระอาทิตย์ไม่ได้จมลงไปสักหน่อย มันละลายไปในท้องฟ้า เหมือนน้ำแข็งที่ละลายกลายเป็นน้ำ เธอหัวเราะขันๆ ฉันชอบเสียงหัวเราะห้าวๆของเธอ
ถนนค่อยๆมืดลงแล้วเธอที่บอกว่าฉันไม่มีวันจะเขียนเรื่องรักได้อีก โน้มตัวมาซบไหล่ กลางคืนกำลังมา และเราต่างเฝ้าฝันถึงห้องที่อบอุ่น |
|
||||
|
|
||||||
|
|